สืบค้นหา”คาถาปลาช่อน”ในพระไตรปิฎก
1.ความเบื้องต้น
สืบค้นในความหมายทั่วไป
หมายถึง ค้นหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะได้ผล
เช่น สืบค้นหาสมบัติตามลายแทง ในทางการวิจัย การสืบค้น อาจมีความหมายลึกที่ลึกซึ้งไปอีกหน่อยว่าคำว่า
สืบค้น มาจากคำ ภาษาอังกฤษที่ใช้คำว่า Retrieval หมายถึง การสืบเสาะ ค้นหาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ซึ่งอาจจะได้รับคำตอบในรูปของ ต้นฉบับเอกสาร
บรรณานุกรม คำตอบที่เฉพาะเจาะจง
ตัวเลข หรือข้อความของเรื่องนั้น
สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการสืบค้นหาสืบค้นหา
”คาถาปลาช่อน”ในพระไตรปิฎก ในคราวนี้ ได้ใช้ E-Tipitaka
ซึ่งมีผู้เชียวชาญได้ใช้คำอธิบายเกี่ยวกับการใช้
E-Tipitaka ดังนี้
E-Tipitaka คือ โปรแกรมสำหรับค้นหาและเทียบเคียงพุทธวจนะจากพระไตรปิฎก
โดยเน้นเรื่องความรวดเร็ว และ ถูกต้องเป็นสำคัญ อีกทั้งโปรแกรม E-Tipitaka
สามารถใช้งานได้บนหลายระบบปฏิบัติการ
อาทิเช่น Windows, Linux, Mac OS, Android และ iOS (iPhone, iPad,
iPod touch)
E-Tipitaka ทุกรุ่นเป็นโปรแกรมเสรีและเปิดเผยรหัส
ตามสนธิสัญญา GPL v2.0
ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้ทุกคนมีสิทธิในการใช้งานไม่ได้ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ
ทั้งสิ้น และ สามารถเข้าถึงรหัสของโปรแกรม
เพื่อแก้ไขหรือนำโปรแกรมไปพัฒนาต่อได้อย่างเสรี
สำหรับ
คาถาปลาช่อน ขอแยกกล่าวเป็น 2 คำ คือ คาถา
และปลาช่อน
คำว่า
คาถา ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน บอกว่ามี 2 ความหมาย คือ
1) คําประพันธ์ประเภทร้อยกรองในภาษาบาลี
อัตราของฉันท์ คือ 4 บาท เรียกว่า คาถาหนึ่ง.
2.)
คําเสกที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์
คำว่า
คาถา เมื่อนำมาใช้กับ”คาถาปลาช่อน” มีความหมายทั้ง 2 อย่าง คือ
เป็นคำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง อัตราของฉันท์ คือ 4 บาท เรียกว่า คาถาหนึ่ง
และมีความหมายว่า คำเสกที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์
เพราะถูกนำไปใช้สวดหรือท่องบ่นในพิธีกรรมขอฝนด้วย
ส่วนคำว่า
ปลาช่อน มีคำอธิบายในวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีดังนี้
ปลาช่อน
(ชื่อวิทยาศาสตร์: Channa striata) ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์ปลาช่อน
(Channidae) มีส่วนหัวค่อนข้างโต รูปร่างทรงกระบอกยาว
ครีบหางเรียวปลายมน ปากกว้าง ภายในปากมีฟันเขี้ยวบนเพดาน
ลำตัวสีคล้ำอมมะกอกหรือน้ำตาลอ่อน มีลายเส้นทแยงสีคล้ำตลอดทั้งลำตัว 6-7 เส้น
ด้านท้องสีจางตัดกับด้านบน ครีบสีคล้ำมีขอบสีเหลืองอ่อน ครีบท้องจาง
มีขนาดลำตัวประมาณ 30-40 เซนติเมตร ใหญ่สุดได้ถึง 1 เมตร
โดยปลาช่อนชนิดนี้มีความพิเศษไปกว่าปลาช่อนชนิดอื่น
ๆ คือ สามารถแถกไถตัวคืบคลานไปบนบกเพื่อหาที่อยู่ใหม่ได้
รวมทั้งสามารถหลบอยู่ใต้ดินในฤดูฝนแล้งเพื่อรอฝนมาได้เป็นแรมเดือน
โดยสะสมพลังงานและไขมันไว้ ที่เรียกว่า "ปลาช่อนจำศีล"
พบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำทั่วประเทศไทย พบไปจนถึงเอเชียใต้, พม่า และอินโดนีเซีย นิยมนำมาบริโภค
ปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายทั้งสดและตากแห้ง
เป็นปลาน้ำจืดเศรษฐกิจที่สำคัญจนอาจเรียกได้ว่าเป็นปลาน้ำจืดเศรษฐกิจอันดับหนึ่ง
เลี้ยงได้ทั้งในบ่อและกระชังตามริมแม่น้ำ นอกจากนี้ยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามด้วย
โดยเฉพาะตัวที่สีกลายเป็นสีเผือกหรือปลาที่พิการตัวสั้นกว่าปกติ
ปลาช่อนในบางพื้นที่
เช่น ที่จังหวัดสิงห์บุรี ขึ้นชื่อมาก เรียกกันว่า "ปลาช่อนแม่ลา"
มีประเพณีพื้นถิ่นคือเทศกาลกินปลา โดยลักษณะเฉพาะของปลาช่อนแม่ลา คือ
มีครีบหูหรือครีบอกสีชมพู ส่วนหางจะมีลักษณะมนเหมือนใบพัด ลำตัวอ้วน แต่หัวหลิม
ไม่เหมือนปลาช่อนทั่วไป โดยเป็นปลาช่อนที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำลา
อยู่ระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำน้อย ในเขตจังหวัดสิงห์บุรี
เป็นแหล่งน้ำที่น้ำนิ่ง มีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารตามธรรมชาติ
ใต้ท้องน้ำปกคลุมไปด้วยพืชน้ำและวัชพืช ทำให้น้ำเย็น
ดินก้นลำน้ำยังเป็นโคลนตมที่มีอินทรียวัตถุ แร่ธาตุที่ไหลมารวมกัน
สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ปลาช่อนแม่ลาถึงมีรสชาติดีกว่าปลาช่อนที่อื่น ๆ
ซึ่งปัจจุบันด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป มีการสร้างเขื่อนและประตูเปิด-ปิดน้ำ
ทำให้แม่น้ำลาตื้นเขิน ปลาช่อนแม่ลาที่เคยขึ้นชื่อใกล้จะสูญพันธุ์ แต่ปัจจุบัน
กรมประมงสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้ว
และมีการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติเพื่อเป็นการอนุรักษ์[1]
ปลาช่อน
มีชื่อเรียกตามภาษาถิ่นในแต่ละภาคว่า "ปลาหลิม" ในภาษาเหนือ
"ปลาค้อ" หรือ "ปลาก๊วน" ในภาษาอีสาน เป็นต้น[2]
และเมื่อไม่นานมานี้มีการค้นพบว่าเนื้อปลาช่อนมีสารที่เป็นส่วนหนึ่งของคอลลาเจน
มีฤทธิในการห้ามเลือดและระงับความเจ็บปวดได้คล้ายมอร์ฟีน
จึงเหมาะอย่างยิ่งแก่การปรุงเป็นอาหารของผู้ป่วยหรือผู้ที่เพิ่งได้รับการผ่าตัด[3]
สำหรับ
“คาถาปลาช่อน” ได้ถูกนำมาใช้สวดร่วมกับสิ่งอื่นๆในพิธีสวดขอฝนด้วย กล่าวคือ
เมื่อเกิดภาวะฝนแล้ว พระสงฆ์หรือเจ้าพิธีจะกระทำพิธีขอฝน อย่างเช่น เมื่อ 15
สิงหาคม 2564 ในพิธีขอฝนที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่ ต.ศรีเทพ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ มีการถวายของเซ่นสรวงต่อเทวดาและท้าววิรุณหกอันเป็นพิธีทางพราหมณ์
นอกจากนั้นก็ยังมีพระสงฆ์จำนวน 9 รูป มานั่งล้อมวงกลม มีการขุดหลุมเล็กๆไว้ตรงกลาง
มีการนำปลาช่อนใส่ในหลุม และใส่น้ำเล็กน้อยเล็กน้อยพอให้ปลาช่อนดิ้นได้ จากนั้นก็ทำพิธีสวดมนต์เจริญพระคาถาบทสวดคาถาปลาช่อนจำนวน
6 จบตามกำลังวันอาทิตย์ ซึ่งขณะสวดคาถาปลาช่อนพระภิกษุสงฆ์ทั้ง 9
รูปต่างยืนเขย่งเพียงเท้าเดียว พิธีดังกล่างใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง
ในรายงานของสื่ออินเตอร์อินเตอร์เน็ตรายหนึ่งรายงานโดยจั่วหัวข่าวบอกว่า “เพชรบูรณ์-ชาวบ้านร่วมพิธีสวดคาถาปลาช่อนขอฝนพิธีกรรมโบราณ
น่าอัศจรรย์หลังสวดจบมีฝนตกลงมา
เจ้าอาวาสถือโอกาสสวดขับไล่เสนียดจัญไรไล่โควิดไปด้วย”
2.คาถาปลาช่อนที่สะกดเป็นบาลี-ไทย ตามที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก
คาถาปลาช่อนที่ปรากฏอยู่ตามที่ต่างๆทั้งในหนังสือหรือตามสื่อเมเดียต่างๆ
ผ่านการคัดลอกมาหลายต่อจึงมีที่ผิดพลาดบางแห่ง ส่วนที่สะกดเป็นบาลี-ไทยที่ถูกต้องเขียนดังนี้
ปุนาปรํ
ยทา โหมิ...........มจฺฉราชา มหาสเร
อุเณฺห
สุริยสนฺตาเป.........สเร อุทกํ ขียถ ฯ
ตโต
กากา จ คิชฺฌา จ ....กงฺกา กุลลเสนกา
ภกฺขยนฺติ
ทิวา รตฺตึ.........มจฺเฉ อุปนิสีทิย ฯ
เอวํ
จินฺเตสหํ ตตฺถ........สห ญาตีหิ ปีฬิโต
เกน
นุ โข อุปาเยน....... ญาตี ทุกฺขา ปโมจเย ฯ
จินฺตยิตฺวาน
ธมฺมตฺถํ......สจฺจํ อทฺทสํ ปสฺสยํ
สจฺเจ
ฐตฺวา ปโมเจสึ.....ญาตีนํ ตํ อติกฺขยํ ฯ
อนุสฺสริตฺวา
สตํ ธมฺมํ.....ปรมตฺถํ วิจินฺตยํ
อกาสึ
สจฺจกิริยํ............ยํ โลเก ธุวสสฺสตํ ฯ
ยโต
สรามิ อตฺตานํ......ยโต ปตฺโตสฺมิ วิญฺญุตํ
นาภิชานามิ
สญฺจิจฺจ...เอกปาณํปิ หึสิตํ ฯ
เอเตน
สจฺจวชฺเชน............. ปชฺชุนฺโน อภิวสฺสตุ
อภิตฺถนย
ปชฺชุนฺน.............นิธึ กากสฺส นาสย ฯ
กากํ
โสกาย รนฺเธหิ...........มจฺเฉ โสกา ปโมจย
สห
กเต สจฺจวเร............... ปชฺชุนฺโน อภิคชฺชิย ฯ
ถลํ
นินฺนญฺจ ปูเรนฺโต..........ขเณน อภิวสฺสถ
เอวรูปํ
สจฺจวรํ................... กตฺวา วิริยมุตฺตมํ ฯ
วสฺสาเปสึ
มหาเมฆํ............สจฺจเตชพลสฺสิโต
สจฺเจน
เม สโม นตฺถิ...........เอสา เม สจฺจปารมีติ ฯ
3.ตำนานของคาถาปลาช่อน
เรื่องมีอยู่ว่า
พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระยาปลาอยู่ในสระแห่งหนึ่ง เมื่อถึงช่วงหน้าแล้งน้ำในสระแห่งขอดเนื่องจากโดนแสงดวงอาทิตย์แผดเผา
พวกปลาและเต่าได้เข้าไปหลบซ่อนอยู่ในโคลนตมเพื่อให้ชีวิตรอดจากการถูกนกตระกุมเหยี่ยวและนกอื่นๆจิกกิน
พระโพธิสัตว์เห็นความเดือดร้อนของหมู่ญาติและต้องการบำเพ็ญจริยาในข้อ
“ญาตัตถจริยา”(สงเคราะห์ญาติ) จึงใช้สัตยาธิษฐานเป็นเครื่องมือในการบำเบ็ญบารมีในครั้งนี้ตามที่ถูกพรรณนาในพระคัมภีร์ว่าดังนี้
“ลำดับนั้น
พระมหาสัตว์เห็นความพินาศของปลาทั้งหลาย เกิดสงสารคิดอยู่ว่า
นอกจากเราไม่มีผู้อื่นที่สามารถจะปลดเปลื้องญาติทั้งหลายของเราให้พ้นจากทุกข์นี้ได้.
เราจะปลดเปลื้องปลาเหล่านั้นจากทุกข์นี้ได้ด้วยอุบายอย่างไรหนอ จึงตัดสินใจว่า
ถ้ากระไรเราพึงทำสัจกิริยาอาศัยสัจธรรมที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่แต่ก่อน
ประพฤติสะสมมาและที่มีอยู่ในตัวเรา
ยังฝนให้ตกและสละชีวิตเป็นทานเพื่อหมู่ญาติของเรา.”
พระองค์
ซึ่งต้องการปลดเปลื้องความทุกข์ของหมู่ญาติปลาทั้งหลายด้วยการตั้งสัตยาธิษฐานเพื่อขอฝนจากเมฆ(ปัชชุน)
ว่า
” แน่ะปัชชุนนะ
ท่านจงเปล่งสายฟ้าคำรามให้ฝนตก จงทำขุมทรัพย์ของกาให้พินาศไป
ท่านจงยังกาให้เดือดร้อน ด้วยความโศก จงปลดเปลื้องฝูง ปลาจากความโศกบันดาลให้ฝนตกลงมา”
พระพุทธเจ้าตรัสบอกภิกษุทั้งหลายในที่ประชุมสงฆ์ถึงอานุภาพของสัจยาธิษฐาน(สัจจบารมี)ของพระองค์เมื่อครั้งเป็นพระยาปลาได้บันดาลให้เกิดฝนตกลงมามาได้จริงดังสำนวนพระบาลีด้พรรณนาไว้ว่าดังนี้
“
พร้อมกับเมื่อเราทำสัจกิริยา เมฆส่งเสียง สนั่นครั่นครื้นยังฝนให้ตกครู่เดียวก็เต็มเปี่ยม
ทั้งที่ดอนและที่ลุ่ม. ครั้นเราทำความเพียรอย่างสูงสุด
อันเป็นความสัตย์อย่างประเสริฐเห็นปาน นี้แล้ว.
อาศัยกำลังอานุภาพความสัตย์จึงยังฝนให้ตกห่าใหญ่.
ผู้เสมอด้วยความสัตย์ของเราไม่มี.เป็นสัจบารมีของเรา ดังนี้.”
เดี่ยววันหลัง(หากไม่หลงลืมเสียก่อน)ผมจะได้แปล
“คาถาปลาช่อน”
แบบแปลเต็มรูปแบบทั้งโดยอรรถและโดยแปลยกศัพท์มาให้ทุกท่านได้อ่านกันนะครับ.
4.คำแปล คาถาปลาช่อน
4.1
แปลโดยอรรถ
(คัดลอกจากพระไตรปิฎกภาษาไทย
ฉบับหลวง)
อีกเรื่องหนึ่ง
ในกาลเมื่อเราเป็นพระยาปลาอยู่ในสระใหญ่น้ำในสระแห้งขอด
เพราะแสงพระอาทิตย์ในฤดูร้อน ที่นั้นกา แร้ง นกกระสา นกตะกรุมและเหยี่ยว
มาคอยจับปลากินทั้งกลางวันกลางคืน ในกาลนั้น เราคิดอย่างนี้ว่า
เรากับหมู่ญาติถูกบีบคั้น จะพึงเปลื้องหมู่ ญาติให้พ้นจากทุกข์ได้ด้วยอุบายอะไรหนอ
เราคิดแล้ว ได้เห็น ความสัตย์อันเป็นอรรถเป็นธรรมว่า เป็นที่พึ่งของหมู่ญาติได้
เราตั้งอยู่ในความสัตย์แล้ว จะเปลื้องความพินาศใหญ่ของหมู่ญาตินั้นได้ เรานึกถึงธรรมของสัตบุรุษ
คิดถึงการไม่เบียดเบียนสัตว์ อันยั่งยืน เที่ยงแท้ในโลก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้
แล้วได้กระทำสัจจ กิริยาว่า ตั้งแต่เราระลึกตนได้ ตั้งแต่เรารู้ความมาจนถึงบัดนี้
เรา ไม่รู้สึกว่าแกล้งเบียดเบียนสัตว์แม้ตัวหนึ่งให้ได้รับความลำบากเลย ด้วยสัจจวาจานี้
ขอเมฆจงยังฝนให้ตกห่าใหญ่ แน่ะเมฆ ท่านจง เปล่งสายฟ้าคำรามให้ฝนตกจงทำขุมทรัพย์ของกาให้พินาศไป
ท่านจงยังกาให้เดือดร้อนด้วยความโศก จงปลดเปลื้องฝูงปลาจากความโศก พร้อมกับเมื่อเราทำสัจจกิริยา
เมฆส่งเสียงสนั่นครั่นครื้น ยังฝนให้ ตกครู่เดียว
ก็เต็มเปี่ยมทั้งที่ดอนและที่ลุ่ม ครั้นเราทำความเพียร อย่างสูงสุด
อันเป็นความสัตย์อย่างประเสริฐเห็นปานนี้แล้ว อาศัย
กำลังอานุภาพความสัตย์
จึงยังให้ฝนตกห่าใหญ่ ผู้เสมอด้วยความสัตย์ของเราไม่มี
นี้เป็นสัจจบารมีของเราฉะนี้แล.
4.2
แปลโดยยกศัพท์
ปุนาปรํ
ยทา โหมิ...........มจฺฉราชา มหาสเร
อุเณฺห
สุริยสนฺตาเป.........สเร อุทกํ ขียถ ฯ
ปุน
อปรํ ในอีกเรื่องหนึ่ง ยทา ในกาลใด อหํ อันว่าข้าพเจ้า มจฺฉราชา
เป็นพระราชาแห่งปลา โหมิ ย่อมเป็น อุทกํ อันว่าน้ำ มหาสเร ในสระน้ำอันใหญ่
อุณหสุริยสันตาเป
อันร้อนมากเพราะดวงอาทิตย์อันร้อน ขียถ เหือดแห้งไปแล้ว.
ตโต
กากา จ คิชฺฌา จ ....กงฺกา กุลลเสนกา
ภกฺขยนฺติ
ทิวา รตฺตึ.........มจฺเฉ อุปนิสีทิย ฯ
ตโต
ในลำดับนั้น กากา จ อันว่าอีกาทั้งหลายด้วย คิชฺฌา จ อันว่าอีแร้งทั้งหลายด้วย กงฺกา จ อันว่านกกระสาทั้งหลายด้วย กุลลเสนกา จ
อันว่านกตะกุมและเหยี่ยวทั้งหลายด้วย อุปนิสีทย นั่งจับเจ่าแล้ว ภักขยนฺติ
จิกกินอยู่ มจฺเฉ ซึ่งปลาทั้งหลาย ทิวา รตฺตึ ในกางวันและกลางคืน.
เอวํ
จินฺเตสหํ ตตฺถ........สห ญาตีหิ ปีฬิโต
เกน
นุ โข อุปาเยน....... ญาตี ทุกฺขา ปโมจเย ฯ
อหํ
อันว่าข้าพเจ้า จินเตสิ คิดแล้ว อิติ เอวํ ว่าดังนี้ อหํ อันว่าข้าพเจ้า สห ญาตีหิ
ปีฬิโต เป็นผู้ถูกบีบคั้นแล้ว กับด้วยญาติทั้งหลาย โหมิ ย่อมเป็น อหํ
อันว่าข้าพเจ้า ปโมจเย พึงปลดเปลื้อง ญาตี ซึ่งญาติทั้งหลาย อุปาเยน โดยกลวิธี เกน
โข อะไรหนอแล.
จินฺตยิตฺวาน
ธมฺมตฺถํ......สจฺจํ อทฺทสํ ปสฺสยํ
สจฺเจ
ฐตฺวา ปโมเจสึ.....ญาตีนํ ตํ อติกฺขยํ ฯ
อหํ
อันว่าข้าพเจ้า จินเตตฺวา ครั้นคิดแล้ว อทฺทสํ ได้เห็นแล้ว สจฺจํ ซึ่งความสัตย์
ธมฺมตฺถํ อันเป็นอรรถและเป็นธรรม อุปสฺสยํ ว่าเป็นที่พึ่งได้ อหํ อันว่าข้าพเจ้า
ฐตฺวา ตั้งอยู่แล้ว สจฺเจ ในสัจจะ ปโมเจสึ ปลดเปลื้องแล้ว อติกฺขยํ
ซึ่งความพินาศอันยิ่ง ตํ นั้น ญาตีนํ ของญาติทั้งหลาย.
อนุสฺสริตฺวา
สตํ ธมฺมํ.....ปรมตฺถํ วิจินฺตยํ
อกาสึ
สจฺจกิริยํ............ยํ โลเก ธุวสสฺสตํ ฯ
อหํ
อันว่าข้าพเจ้า อนุสฺสริตฺวา ระลึกถึงแล้ว ธมฺมํ ซึ่งธรรม สตํ ของสัตบุรุษทั้งหลาย
วิจินฺตยํ ระลึกถึงแล้ว (ปาณิโน อหึสนํ)
ซึ่งการไม่เบียดเบียน ซึ่งสัตว์ ปรมตฺถํ อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ยํ ตํ โลเก
ธุวสสฺสตํ อันยั่งยืนและเที่ยงแท้ ในโลก ใดนั้น อกาสึ ได้กระทำแล้ว สจฺจกิริยํ
ซึ่งสัจจกิริยา(การกล่าววาจาสัตย์) อิติ ว่าดังนี้
ยโต
สรามิ อตฺตานํ......ยโต ปตฺโตสฺมิ วิญฺญุตํ
นาภิชานามิ
สญฺจิจฺจ...เอกปาณํปิ หึสิตํ ฯ
อหํ
อันว่าข้าพเจ้า สรามิ ระลึกถึง อตฺตานํ ซึ่งตนเอง ยโต ตโต ในกาลใดในกาลนั้น อหํ
อันว่าข้าพเจ้า ปตฺโต เป็นผู้ถึงแล้ว วิญญุตํ ซึ่งการรู้ความ ยโต ตโต ในกาลใด
ในกาลนั้น อสฺมิ ย่อมเป็น อหํ อันว่าข้าพเจ้า น สญฺจิจฺจ อภิชานามิ
ย่อมไม่ร็สึกว่าแกล้ง (จงใจ) หึสิตํ ซึ่งการบียดเบียน เอกปาณั ปิ
แม้ซึ่งสัตว์สักตัวหนึ่ง
เอเตน
สจฺจวชฺเชน............. ปชฺชุนฺโน อภิวสฺสตุ
อภิตฺถนย
ปชฺชุนฺน.............นิธึ กากสฺส นาสย ฯ
สจฺจวชฺฌชน
ด้วยการกล่าวซึ่งคำสัตย์ เอเตน นี้ ปชฺชุนโน อันว่าเมฆ อภิวสฺสตุ จงหลั่งฝนตกลงมา ปชฺชุนฺน
ดูกกรเมฆ ตวํ อันว่าท่าน อภิตฺถนย จงส่งเสียงคำราม นิธึ ยังขุมทรัพย์(ปลาต่างๆ)
กากสฺส ของกา(และนกอื่นๆ) นาสย จงให้พินาศ.
กากํ
โสกาย รนฺเธหิ...........มจฺเฉ โสกา ปโมจย
สห
กเต สจฺจวเร............... ปชฺชุนฺโน อภิคชฺชิย ฯ
ตฺวํ
อันว่าท่าน กายํ ยังกา(และนกอื่นๆ) รนฺเธหิ จงให้เดือดร้อน โสกาย ด้วยความโศก
ปโมจย จงปลดเปลื้อง มจฺเจ ซึ่งปลลาทั้งหลาย โสกา จากความโศก สจฺจวเร
ครั้นเมื่อคำสัตย์ สห กเต อันข้าพเจ้ากระทำแล้ว(ด้วย) ปชฺชุนฺโน อันว่าเมฆ
อภิคชฺชิย จงเสียงคำราม.
ถลํ
นินฺนญฺจ ปูเรนฺโต..........ขเณน อภิวสฺสถ
เอวรูปํ
สจฺจวรํ................... กตฺวา วิริยมุตฺตมํ ฯ
อถภิวสฺสถ
จงยังฝนให้ตกลงมาถลํ จ นินฺนํ จ ปูเรนฺโต ยังที่ดอนด้วย ยังที่ลุ่มด้วย
ให้เต็ม(ด้วยน้ำฝน) ขเณน ด้วยครู่หนึ่ง อหํ อันว่าข้าพเจ้า กตฺวา กระทำแล้ว วิริยํ
ซึ่งความเพียร อุตฺตมํ อันสูงสุด สจฺจวรํ อันเป็นคำสัตย์อันประเสริฐ เอวรูปํ
อันมีอย่างนี้เป็นรูป(เห็นปานนี้)
วสฺสาเปสึ
มหาเมฆํ............สจฺจเตชพลสฺสิโต
สจฺเจน
เม สโม นตฺถิ...........เอสา เม สจฺจปารมีติ ฯ
อหํ
อันว่าข้าพเจ้า สจฺจเตชพลสฺสิโต เป็นผู้อาศัยซึ่งเดชแห่งสัจจะ มหาเมฆํ ยังเมฆใหญ่
วสฺสาเปสึ ให้หลั่งฝนลงมาแล้ว ปุคฺคโล อันว่าบุคคล สโม ผู้เสมอ สจฺเจน ด้วยสัจจะ
เม ของข้าพเจ้า นตฺถิ ย่อมไม่มี สจฺจปารมี อันว่าสัจจบารมี เม ของข้าพเจ้า เอสา
นี้ อตฺถิ มีอยู่.
No comments:
Post a Comment